เจาะลึกธุรกิจร้านจัดดอกไม้ไทย: ปัจจัยเสี่ยงและกลยุทธ์รอด

พลวัตและโครงสร้างเชิงลึกของอุตสาหกรรมร้านจัดดอกไม้ในประเทศไทย: บทวิเคราะห์ปัจจัยการเข้าสู่ตลาด ภาวะขาดทุน และกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด

อุตสาหกรรมค้าปลีกและการจัดดอกไม้ (Floristry) ในประเทศไทย เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนและมีพลวัตการแข่งขันที่ดุเดือด แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของธุรกิจนี้จะถูกห่อหุ้มด้วยสุนทรียศาสตร์และความสวยงาม ทว่าในความเป็นจริง ธุรกิจร้านดอกไม้ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อจำกัดทางลอจิสติกส์ การบริหารสินค้าคงคลังที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นยิ่งยวด (Highly Perishable Inventory) และความท้าทายในการบริหารกระแสเงินสดที่ต้องเผชิญกับความผันผวนตามฤดูกาลอย่างรุนแรง การเติบโตของเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรผู้บริโภค ได้เปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจจากร้านที่มีหน้าร้านดั้งเดิม ไปสู่สมรภูมิการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์และช่องทางออนไลน์

รายงานวิเคราะห์เชิงลึกฉบับนี้ มุ่งประเมินภาพรวมของวัฏจักรธุรกิจร้านจัดดอกไม้ ตั้งแต่การประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ระดับมหภาค แรงจูงใจและโมเดลการเข้าสู่ตลาด (Market Entry) ของผู้ประกอบการรายใหม่ โครงสร้างต้นทุนและอัตรากำไรที่แท้จริง สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องประสบภาวะขาดทุนและออกจากตลาด (Market Exit) ตลอดจนการวิเคราะห์ภัยคุกคามจากการแทรกแซงของกลุ่มทุนต่างชาติ และกลยุทธ์การปรับตัวเพื่อสร้างความยั่งยืนในยุคปัจจุบัน

ภาพรวมทางเศรษฐศาสตร์และโครงสร้างตลาดดอกไม้ในประเทศไทย

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้ให้เห็นถึงขนาดของอุตสาหกรรมไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้ยืนต้นในประเทศไทยที่มีมูลค่ามหาศาล โดยในปี พ.ศ. 2566 ธุรกิจในกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้รวมทั้งสิ้นถึง 91,501 ล้านบาท1 โครงสร้างของอุตสาหกรรมสามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิต (การเพาะปลูก) และกลุ่มผู้ขาย (ค้าส่งและค้าปลีกร้านดอกไม้) ซึ่งพบว่ากลุ่มผู้ขายเป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างรายได้สูงถึง 87,376 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 2,473 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่มผู้ผลิตทำรายได้ 4,125 ล้านบาท แต่กลับประสบภาวะขาดทุนสะสม 54.69 ล้านบาท1 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Addition) ที่กระจุกตัวอยู่ปลายน้ำในส่วนของการค้าปลีกและการจัดรูปแบบสินค้า

นอกจากนี้ ตลาดดอกไม้ของไทยยังเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างลึกซึ้ง ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการส่งออก โดยเฉพาะกล้วยไม้ไทยที่ครองแชมป์อันดับ 1 ของโลก สร้างมูลค่าการส่งออกในปี 2566 กว่า 2,679 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 2,755 ล้านบาทในปี 2567 รวมเป็นการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับทั้งสิ้นเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี1 อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของตลาดค้าปลีกในประเทศได้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากชาวต่างชาติสูงถึง 4,461 ล้านบาท โดยกลุ่มทุนจากประเทศจีนครองสัดส่วนการลงทุนสูงสุดที่ 1,742 ล้านบาท ตามมาด้วยสิงคโปร์และเนเธอร์แลนด์1 ซึ่งการไหลทะลักของทุนต่างชาตินี้ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมโครงสร้างการแข่งขันของร้านดอกไม้ท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พฤติกรรมการเข้าสู่ตลาด (Market Entry): แรงจูงใจและภาพลวงตาของผลกำไร

แรงจูงใจหลักที่ดึงดูดผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดค้าปลีกดอกไม้คือ อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barriers to Entry) ที่ค่อนข้างต่ำ ประกอบกับความเชื่อมั่นในอุปสงค์ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ธุรกิจดอกไม้ถูกประเมินว่าเป็นธุรกิจที่ไม่เคยตกยุค เนื่องจากสินค้าถูกผูกโยงเข้ากับวาระโอกาสพิเศษทางสังคมตลอดทั้งปี อาทิ วันเกิด วันวาเลนไทน์ งานรับปริญญา งานแต่งงาน หรือแม้กระทั่งงานศพ2 โครงสร้างการเริ่มต้นธุรกิจในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นสูง เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนที่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์สามารถเข้ามาทดลองตลาดได้

การวิเคราะห์รูปแบบการลงทุนสามารถแบ่งโมเดลธุรกิจร้านจัดดอกไม้ออกเป็น 3 ระดับหลัก ซึ่งแต่ละระดับมีสัดส่วนการจัดสรรทรัพยากรและความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังรายละเอียดที่สรุปในตารางด้านล่างนี้

โมเดลธุรกิจ งบประมาณการลงทุนเริ่มต้น (บาท) โครงสร้างการจัดสรรต้นทุนหลัก กลุ่มลูกค้าเป้าหมายและลักษณะการดำเนินงาน
ระดับ 1: ออนไลน์ / สตูดิโอหน้าบ้าน 10,000 – 50,000 • ดอกไม้ล็อตแรก: 5,000-15,000

• อุปกรณ์บรรจุภัณฑ์: 3,000-8,000

• ค่าโฆษณาโซเชียล: 2,000-10,000/เดือน

• อุปกรณ์พื้นฐาน: 5,000-10,000

ลูกค้าออนไลน์ (Pre-order) ผ่าน LINE/IG/TikTok เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ไม่มีการเก็บสต็อกดอกไม้ล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการเน่าเสีย2
ระดับ 2: ตึกแถว / มีหน้าร้าน 100,000 – 300,000 • ค่ามัดจำ/เช่าล่วงหน้า: 30,000-80,000

• ตู้แช่ดอกไม้: 25,000-50,000

• ตกแต่งร้าน/ป้าย: 15,000-50,000

• ดอกไม้และอุปกรณ์: 20,000-50,000

ลูกค้า Walk-in ตามทำเลศักยภาพ (ใกล้ออฟฟิศ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย) มีหน้าร้านสร้างความน่าเชื่อถือ จำเป็นต้องมีตู้แช่เพื่อยืดอายุสินค้า2
ระดับ 3: สตูดิโอเต็มรูปแบบ 500,000 – 1,500,000 • ห้องเย็นขนาดใหญ่สำหรับดอกไม้นำเข้า

• พื้นที่ปฏิบัติงานขนาดใหญ่

• ค่าแรงงานประจำ 3-5 คน

ลูกค้าองค์กร (B2B), ผู้จัดงานแต่งงาน, งานอีเวนต์ขนาดใหญ่ ต้องอาศัยประสบการณ์ คอนเนคชัน และเครือข่ายธุรกิจที่มั่นคง2

แผนภาพเปรียบเทียบเงินลงทุนและโครงสร้างต้นทุนการเปิดร้านดอกไม้ 3 รูปแบบ ตั้งแต่ร้านออนไลน์หน้าบ้าน (1-5 หมื่นบาท) ร้านตึกแถวหน้าร้าน (1-3 แสนบาท) ไปจนถึงร้านเต็มรูปแบบที่มีห้องเย็น (5 แสน-1.5 ล้านบาท)`แผนภาพวิเคราะห์ โครงสร้างเงินลงทุนและสัดส่วนต้นทุน (Capital Requirements and Cost Allocation) สำหรับการเปิดธุรกิจร้านดอกไม้ โดยจำแนกตามรูปแบบธุรกิจ (Business Model) 3 ระดับ ดังนี้:

ร้านออนไลน์หรือหน้าบ้าน (Online / Home-based): ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำเพียง 10,000 – 50,000 บาท โดยต้นทุนหลักจะเน้นไปที่การสต็อกดอกไม้ล็อตแรก (5,000 – 15,000 บาท) วัสดุอุปกรณ์ห่อช่อ (3,000 – 8,000 บาท) เครื่องมือพื้นฐาน และค่าโฆษณาการตลาดออนไลน์

ร้านตึกแถวหน้าร้าน (Shophouse Storefront): ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 – 300,000 บาท ต้นทุนส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรไปกับค่ามัดจำและค่าเช่าล่วงหน้า (30,000 – 80,000 บาท) ตู้แช่ดอกไม้ขนาดเล็ก (25,000 – 50,000 บาท) โต๊ะจัดช่อ รวมถึงป้ายและอุปกรณ์ตกแต่งร้าน

ร้านเต็มรูปแบบมีห้องเย็น (Full-scale with Cold Storage): ใช้เงินลงทุนสูงถึง 500,000 – 1,500,000 บาท เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น การสร้างห้องเย็นสำหรับเก็บดอกไม้นำเข้า พื้นที่ทำงานสำหรับทีมงาน 3-5 คน และพื้นที่กว้างสำหรับจัดเตรียมงานอีเวนต์ขนาดใหญ่

ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าธุรกิจร้านดอกไม้ออนไลน์มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barrier to entry) ที่ต่ำมาก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ในขณะที่การขยายเป็นร้านแบบมีหน้าร้านและเต็มรูปแบบ จำเป็นต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมากเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบควบคุมความเย็นที่เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาคุณภาพสินค้า (แหล่งข้อมูลอ้างอิง: StoreHub)`

จากโมเดลการลงทุนข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าสู่ตลาดได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมากผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าตลาดจะทำได้ง่าย แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการจัดการโครงสร้างความคาดหวังด้านผลกำไร การรับรู้โดยทั่วไปมักมองว่าธุรกิจดอกไม้มีอัตรากำไร (Margin) ที่สูงลิ่ว เนื่องจากผู้บริโภคมักมองเห็นราคาขายปลีกที่สูงกว่าต้นทุนวัตถุดิบหลายเท่าตัว ทว่าในทางปฏิบัติ โครงสร้างกำไรมีความซับซ้อนและแปรผันตามประเภทของงานอย่างมีนัยสำคัญ

งานจัดช่อดอกไม้เดี่ยว (Single Bouquets) เป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) สูงถึงร้อยละ 50-702 แต่จุดอ่อนคืองานประเภทนี้มีความไม่แน่นอนสูง ขาดความต่อเนื่อง และอิงกับเทศกาลเป็นหลัก ในทางตรงกันข้าม งานที่มีมูลค่าต่องานสูง (Ticket Size) เช่น งานจัดดอกไม้งานแต่งงาน ซึ่งอาจมีมูลค่าตั้งแต่ 30,000 ไปจนถึง 300,000 บาท กลับให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพียงร้อยละ 20-30 เท่านั้น2 สาเหตุหลักมาจากงานสเกลใหญ่ต้องใช้ปริมาณดอกไม้มหาศาล ต้นทุนวัสดุตกแต่งที่สูงลิ่ว รวมถึงระยะเวลาในการเตรียมการที่กินเวลาตั้งแต่ 8 ถึง 24 ชั่วโมง และต้องใช้แรงงานทีมงานจำนวนมาก2 ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ขาดประสบการณ์มักคำนวณเพียงต้นทุนวัตถุดิบหน้างาน โดยละเลยการคิดรวม “ต้นทุนทางอ้อม” (Indirect Costs) เช่น ค่าสูญเสียโอกาส ค่าบริหารจัดการลอจิสติกส์ และค่าแรง ส่งผลให้แม้จะมีรายรับเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ในบรรทัดสุดท้าย (Bottom Line) กลับพบว่าธุรกิจไม่เหลือผลกำไร หรือถึงขั้นขาดทุน

เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน ร้านดอกไม้ที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนจึงมักเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจ (Business Pivot) ไปสู่การพึ่งพารายได้จากลูกค้านิติบุคคล (Corporate Clients) เช่น บริษัทข้ามชาติ โรงแรม หรือโรงพยาบาล ที่มีการทำสัญญาจัดดอกไม้ในล็อบบี้หรือห้องประชุมแบบรายสัปดาห์หรือรายเดือน โมเดลรายได้ประจำ (Recurring Revenue) หรือ Subscription Model นี้ ช่วยลดความผันผวนของกระแสเงินสด ทำให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์รายรับและวางแผนสต็อกวัตถุดิบได้อย่างแม่นยำ2

ภาวะขาดทุนและการออกจากตลาด (Market Exit): วิเคราะห์สาเหตุเชิงลึก

แม้จะมีรายรับหมุนเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราการล้มหายตายจากของผู้ประกอบการร้านดอกไม้กลับมีสัดส่วนที่สูงมาก การออกจากตลาดมักไม่ใช่ผลลัพธ์จากการที่ผู้ประกอบการไม่มีทักษะด้านศิลปะในการจัดดอกไม้ แต่เป็นความล้มเหลวในการบริหารจัดการระบบหลังบ้าน (Back-office Operations) การขาดวินัยทางการเงิน และการประเมินสภาพตลาดที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง

1. วิกฤตสินค้าเน่าเสีย (Inventory Spoilage) และข้อจำกัดทางชีววิทยา

ต้นทุนแฝงที่ใหญ่ที่สุดและเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ร้านดอกไม้เปิดใหม่ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนในปีแรกคือ “สินค้าเน่าเสีย”2 ดอกไม้สดเป็นสินค้าอินทรีย์ที่มีปฏิกิริยาต่อสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอุณหภูมิ หากดอกไม้ถูกจัดเก็บในอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 80 องศาฟาเรนไฮต์ (ประมาณ 26.6 องศาเซลเซียส) จะเกิดภาวะเหี่ยวเฉาและสูญเสียสภาพอย่างสมบูรณ์ภายในเวลาไม่นาน3 ดอกไม้ที่วางไว้นอกตู้ควบคุมอุณหภูมิจะมีอายุการใช้งานเพียง 2-3 วันเท่านั้น ในขณะที่การจัดเก็บในตู้แช่ดอกไม้โดยเฉพาะจะสามารถยืดอายุออกไปได้ถึง 7-10 วัน2

ผู้ประกอบการรายใหม่ที่พยายามประหยัดต้นทุนโดยปฏิเสธการลงทุนในตู้แช่ หรือผู้ที่คาดการณ์อุปสงค์ผิดพลาด (Over-ordering) มักจะต้องทิ้งดอกไม้ที่เน่าเสียเป็นปริมาณมหาศาลในแต่ละรอบการจัดซื้อ มูลค่าของสินค้าที่ถูกทำลายทิ้งนี้จะไปหักล้างกับกำไรสุทธิโดยตรง2 เพื่อลดปัญหานี้ กลยุทธ์การบริหารสต็อกที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำคือการเลือกซื้อดอกไม้ในจังหวะที่ยัง “ตูม” อยู่ เพื่อเผื่อเวลาให้ดอกไม้บานเต็มที่เมื่อถึงมือลูกค้าและลดอัตราการสูญเสียในคลังสินค้า4

2. ปรากฏการณ์ความผันผวนของต้นทุนตามฤดูกาล (The Valentine’s Paradox)

เทศกาลแห่งความรัก (Valentine’s Day) ถือเป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลาตักตวงรายได้สำหรับธุรกิจร้านดอกไม้ ทว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ นี่คือช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงสุดอันเกิดจากภาวะความต้องการเทียมที่ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานปั่นป่วน ราคาต้นทุนวัตถุดิบโดยเฉพาะดอกกุหลาบจะพุ่งทะยานขึ้น 2-5 เท่าจากช่วงเวลาปกติ2 ตัวอย่างเช่น กุหลาบมาตรฐานที่มีราคาต้นทุนดอกละ 5 หรือ 8 บาท อาจปรับตัวสูงขึ้นถึงดอกละ 15-25 บาท และในบางสายพันธุ์อาจทะลุไปถึง 70 บาทต่อดอกในช่วงใกล้เทศกาลวาเลนไทน์5

การวิเคราะห์ข้อมูลชี้ให้เห็นถึง “ความขัดแย้งของช่วงเทศกาล” ซึ่งแม้จะมีปริมาณคำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามามหาศาล แต่อัตรากำไรสุทธิกลับถูกบีบอัด (Margin Compression) อย่างรุนแรง ผู้ประกอบการที่ไม่ทำการวางแผนสั่งจองวัตถุดิบล่วงหน้ากับซัพพลายเออร์ 1-2 สัปดาห์ หรือไม่ปรับโครงสร้างราคาขายปลีกให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง จะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “ขายดีแต่ขาดทุน”2 นอกจากนี้ ในสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ซบเซาหลังวิกฤตโควิด-19 กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคหลายรายเลือกที่จะลดขนาดช่อดอกไม้ลง ส่งผลให้ร้านค้าต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในขณะที่ต้องพยายามรักษาราคาขายเดิมไว้ ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายจำต้องยอมหั่นราคาหรือยอมขายแบบขาดทุนเพื่อระบายสต็อกดอกไม้สดที่สั่งมาแล้วก่อนที่จะเน่าเสีย5

ปัจจัยเชิงเปรียบเทียบ ช่วงเวลาปกติ (Off-Peak) ช่วงเทศกาล (เช่น วันวาเลนไทน์) ผลกระทบต่อธุรกิจร้านดอกไม้
ต้นทุนกุหลาบมาตรฐาน (ต่อดอก) 5 – 8 บาท 15 – 25 บาท (บางเกรดถึง 70 บาท)5 เพิ่มขึ้น 200% – 500% กระทบโครงสร้างต้นทุนขายทันที
อัตรากำไรขั้นต้นโดยเฉลี่ย 50% – 70% ถูกบีบอัดลงอย่างรุนแรง (หากไม่ปรับราคาขาย)2 เกิดภาวะ Margin Compression จำเป็นต้องตั้งราคาขายให้สูงมากเพื่อรักษากำไร
ความเสี่ยงด้านสินค้าคงคลัง ปานกลาง (สั่งตามออเดอร์) สูงมาก (ต้องสต็อกล่วงหน้า คาดการณ์ยาก) หากขายไม่หมด ดอกไม้เน่าเสียจะแปรสภาพเป็นผลขาดทุนสุทธิทันที5

3. กับดักตลาดต่างจังหวัดและข้อจำกัดด้าน “คอนเนคชัน”

พฤติกรรมการเข้าสู่ตลาดในพื้นที่ต่างจังหวัดหรืออำเภอขนาดเล็ก มีพลวัตความท้าทายที่แตกต่างจากในเขตเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง ปัญหาคลาสสิกของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่นำเงินทุนหลักแสนไปเปิดร้านในต่างจังหวัดคือ การประเมินอิทธิพลของ “ร้านค้าเจ้าถิ่น” ต่ำเกินไป8 พฤติกรรมผู้บริโภคในต่างจังหวัดมีความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) และความสัมพันธ์ส่วนบุคคลสูงมาก โดยเฉพาะในการเลือกซื้อสินค้าราคาสูงอย่างพวงหรีดงานศพ หรือพานพุ่มประดับ8

ร้านดอกไม้เปิดใหม่ที่มุ่งแข่งขันด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยหรือการทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว มักประสบปัญหากระแสเงินสดติดลบ เนื่องจากปริมาณลูกค้าเดินเข้าร้าน (Walk-in) มีน้อยเกินกว่าจะครอบคลุมค่าเช่าพื้นที่ (อาทิ ค่าเช่า 4,000 บาทต่อเดือน) และค่าผ่อนชำระอุปกรณ์8 กลยุทธ์พื้นฐานสำหรับการอยู่รอดในตลาดต่างจังหวัดจึงไม่ใช่เรื่องของสุนทรียศาสตร์ แต่คือทักษะการสร้าง “เครือข่ายความสัมพันธ์” (Connections) ผู้ประกอบการที่อยู่รอดต้องพึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์ ผ่านการผูกมิตรกับนักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน วัด และหน่วยงานราชการ เพราะการได้รับออเดอร์พวงหรีดจำนวนมากจากงานศพเพียงงานเดียว หรือการได้โควตาจัดดอกไม้ในงานประเพณีท้องถิ่น คือท่อน้ำเลี้ยงหลักที่หล่อเลี้ยงให้ธุรกิจอยู่รอด8 การเพิกเฉยต่อพลวัตทางสังคมนี้ นำไปสู่การเผาเงินทุนทิ้งและต้องปิดกิจการลงในเวลาอันรวดเร็ว

4. ภาระต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) ท่ามกลางกระแสเงินสดที่ผันผวน

สำหรับผู้ประกอบการที่เลือกลงทุนในโมเดลที่มีหน้าร้าน ต้นทุนคงที่ถือเป็นเพชฌฆาตเงียบที่อันตรายที่สุด ค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ซึ่งอาจสูงถึง 25,000 บาทต่อเดือนในบางทำเล ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่ต้องเดินเครื่องตู้แช่ดอกไม้ขนาดใหญ่และเครื่องปรับอากาศตลอด 24 ชั่วโมง คือภาระที่ธุรกิจต้องแบกรับไม่ว่าจะมียอดขายหรือไม่ก็ตาม9 หากผู้ประกอบการไม่สามารถรักษาปริมาณการขาย (Sales Volume) ให้ถึงจุดคุ้มทุน (Break-even Point) ได้ติดต่อกันในระยะ 3-6 เดือนแรก การระบายกระแสเงินสดออกจะรวดเร็วกว่าการหมุนเวียนรายได้เข้า ส่งผลให้ต้องกู้ยืมและนำไปสู่การยุติบทบาทในอุตสาหกรรมในที่สุด10

สมรภูมิการแข่งขันต้นน้ำ: อิทธิพลทุนจีนและการปรับตัวของปากคลองตลาด

หากมองให้ลึกไปถึงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรม ศูนย์กลางการค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง “ปากคลองตลาด” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาและคุณภาพของวัตถุดิบ แม้ว่าสถานการณ์หลังโควิด-19 จะกระตุ้นให้ตลาดกลับมาคึกคัก มีนักท่องเที่ยวและเกิดการจ้างงานในภาคแรงงานอย่างหนาแน่น12 แต่โครงสร้างผู้กุมอำนาจในตลาดได้เปลี่ยนผ่านไปอย่างมีนัยสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดคือการหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มทุนจากประเทศจีน ผู้ประกอบการชาวจีนได้เข้ามาเช่าอาคารพาณิชย์ในย่านปากคลองตลาด โดยมักใช้ช่องทางจ้างคนไทยเป็นลูกจ้างหรือตั้งนอมินีเพื่อเปิดร้านจำหน่ายดอกไม้นำเข้าโดยตรง จากข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า จำนวนร้านค้าย่อยภายใต้กลุ่มทุนจีนขยายตัวจากเดิมราว 10 ร้าน เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 20 ร้านอย่างรวดเร็ว12

จุดแข็งที่ไร้เทียมทานของกลุ่มทุนจีนคือความสามารถในการควบคุมห่วงโซ่อุปทานได้อย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะการนำเข้าดอกไม้จาก “ตลาดสดโต่วหนาน” (Dounan Flower Market) ในนครคุนหมิง ซึ่งเป็นตลาดประมูลและค้าส่งดอกไม้ตัดดอกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย14 ดอกกุหลาบที่นำเข้าจากประเทศจีนมีข้อได้เปรียบทางกายภาพที่เหนือกว่ากุหลาบสายพันธุ์ท้องถิ่นของไทยอย่างชัดเจน กล่าวคือ มีขนาดดอกที่ใหญ่กว่า ก้านแข็งแรงทนทาน ทนต่อสภาพอากาศ และมีอายุการคงสภาพที่ยาวนานกว่า13

เมื่อคุณภาพของสินค้าแตกต่างกัน ผู้บริโภคและร้านจัดดอกไม้รายย่อยที่มาซื้อส่งจึงยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อลดความเสี่ยงด้านสินค้าเน่าเสีย ข้อมูลการเปรียบเทียบชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่กุหลาบไทยจัดมัดละ 20 ดอก มีราคาจำหน่ายราว 550 บาท กุหลาบนำเข้าจากจีนกลับสามารถตั้งราคาขายได้สูงถึง 980 บาทต่อมัด (หรือตกราคาดอกละ 50 บาทสำหรับกุหลาบจีน เทียบกับ 30 บาทสำหรับกุหลาบไทย)13 แม้ราคาจะสูงกว่าเกือบเท่าตัว แต่ความนิยมในดอกกุหลาบจีนกลับทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถครองส่วนแบ่งตลาด (Market Share) กุหลาบในปากคลองตลาดได้มากกว่าร้อยละ 6013

คุณลักษณะเชิงเปรียบเทียบ กุหลาบท้องถิ่น (เกษตรกรไทย) กุหลาบนำเข้าจากจีน (ทุนจีน)
แหล่งที่มาหลัก ฟาร์มเกษตรกรไทย (เช่น เชียงใหม่)13 ตลาดโต่วหนาน คุนหมิง ประเทศจีน13
ลักษณะทางกายภาพ ขนาดดอกเล็ก-ปานกลาง อายุการใช้งานสั้นกว่า13 ขนาดดอกใหญ่ ก้านแข็งแรง ทนทานต่อการจัดเก็บได้นานกว่า13
ระดับราคา (โดยประมาณ) มัดละ 550 บาท (20 ดอก) / หรือดอกละ 30 บาท13 มัดละ 980 บาท (20 ดอก) / หรือดอกละ 50 บาท13
ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ต่ำกว่า 40% กำลังเผชิญภาวะถดถอย13 มากกว่า 60% และมีแนวโน้มขยายตัว13

การครอบงำนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกดอกไม้ชาวไทย และผู้ค้าส่งท้องถิ่น ที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่สมมาตร ทั้งในแง่ของคุณภาพสินค้าและการถูก “ตัดราคา” (Price Dumping) ในบางช่วงเวลาของฤดูกาล5 ร้านดอกไม้ชาวไทยหลายแห่งจำต้องปรับกลยุทธ์หนีตายด้วยการหันไปจับตลาดออนไลน์อย่างเต็มตัว และพยายามชูจุดขายด้านการบริการและความใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อชดเชยข้อเสียเปรียบด้านวัตถุดิบ12

กลยุทธ์การอยู่รอดและการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Survival Strategies & Product Innovation)

ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากโครงสร้างต้นทุนสินค้าคงคลังที่เปราะบาง การแข่งขันที่ดุเดือดจากทุนต่างชาติ และภาวะกำลังซื้อที่ถดถอย ผู้ประกอบการร้านดอกไม้ที่สามารถอยู่รอด พลิกฟื้นกระแสเงินสด และเติบโตได้อย่างมั่นคง คือกลุ่มผู้ที่กล้าก้าวข้ามกรอบแนวคิดแบบดั้งเดิมที่ว่า “ร้านดอกไม้ต้องขายแค่ดอกไม้สด” นวัตกรรมทางธุรกิจถูกนำมาปรับใช้ผ่านการผสมผสานงานฝีมือ (Craftsmanship) แบรนดิ้ง และการบริหารความเสี่ยงด้านการเน่าเสีย

1. การเปลี่ยนผ่านสู่ “ดอกไม้ที่ไม่เหี่ยวเฉา” (Non-Perishable Floristry)

เพื่อขจัดจุดอ่อนด้านการเน่าเสียซึ่งเป็นตัวการทำลายกำไรสุทธิ ตลาดได้ให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่สามารถจัดเก็บได้ถาวรมากขึ้น

อุตสาหกรรมดอกไม้ประดิษฐ์ระดับพรีเมียม: ผู้ประกอบการชั้นนำอย่างแบรนด์ Permaflora (ซึ่งต่อยอดมาจากโรงงาน J.S. Flower) ได้ลงทุนวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตมานานกว่า 30 ปี โดยเปลี่ยนจากการใช้ผ้าหรือกระดาษสา มาเป็นการใช้วัสดุเคลือบยางพาราและพอลิเอสเทอร์สังเคราะห์ (Non-woven Polyester) จนสามารถสร้างชิ้นงานที่มีรูปลักษณ์และสัมผัสใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด16 แม้ดอกไม้ประดิษฐ์คุณภาพสูงจะมีราคาสูงกว่าดอกไม้สดหลายเท่า แต่สามารถเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียมที่ต้องการนำไปตกแต่งที่อยู่อาศัย (Home Decor) หรือใช้งานทางธุรกิจโดยไม่ต้องรับภาระการดูแลรักษา16

ศิลปะดอกไม้แห้งและดอกไม้คงสภาพ (Dried and Preserved Flowers): พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มตีความดอกไม้ในฐานะ “งานศิลปะ” และสัญลักษณ์แห่งความทรงจำ ร้านจัดดอกไม้อย่าง Flower in hand by P. และร้านค้าย่อยในโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ประสบความสำเร็จจากการนำเสนอดอกไม้ที่ผ่านกระบวนการอบแห้งหรือทับแห้ง (Pressed Flowers) ลงในกรอบรูปเรซิ่น18 กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสินค้าหมดอายุ แต่ผู้บริโภคยังยินดีที่จะจ่ายเงินสั่งทำล่วงหน้า (Made to order) เพื่อเก็บสะสมเป็นความทรงจำที่ยาวนาน19

2. ปรากฏการณ์ “ช่อดอกไม้ธนบัตร” (The Money Bouquet Phenomenon)

หนึ่งในนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่สร้างกระแสความนิยมสูงสุดและกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินให้กับร้านดอกไม้จำนวนมากคือ “ช่อดอกไม้ธนบัตร” หรือช่อเงิน ซึ่งถูกใช้งานแพร่หลายในเทศกาลรับปริญญา วันวาเลนไทน์ และวันแม่23 ผลิตภัณฑ์นี้ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง ที่มองว่าการมอบเงินสดมีมูลค่าและประโยชน์ใช้สอยที่เป็นรูปธรรมมากกว่า แต่ยังคงต้องการรักษารูปแบบเชิงสัญลักษณ์ของการมอบของขวัญ23

ข้อได้เปรียบเชิงธุรกิจ: ช่อธนบัตรมีความเสี่ยงด้านการเน่าเสียเป็นศูนย์ ต้นทุนวัตถุดิบ (หากไม่นับรวมเงินสดของลูกค้า) มีราคาถูกมาก ใช้เพียงซองแก้วพลาสติก ริบบิ้น ไม้เสียบ และลวดกำมะหยี่ ร้านค้าสามารถสร้างกำไรผ่านการคิด “ค่าบริการจัดทำ” (Labor Charge) ซึ่งอิงตามความยากง่าย ความประณีต และขนาดของช่อ24

ความท้าทายของกระบวนการผลิต: แม้จะมีความเสี่ยงต่ำ แต่การจัดทำช่อเงินเป็นงานที่ใช้เวลาและแรงงานเข้มข้น (Labor-intensive) การประกอบธนบัตรจำนวนหลายสิบใบต้องอาศัยทักษะความประณีตขั้นสูง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้จัดทำต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการใช้เทปกาว เพราะหากธนบัตรเกิดการชำรุดหรือฉีกขาด จะสร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้าที่ต้องนำเงินไปใช้งานหรือแลกเปลี่ยนกับธนาคารในภายหลัง28

3. การสร้างคุณค่าแบรนด์และความยั่งยืน (Brand Identity & ESG)

ในสภาวะที่ผู้แข่งขันทุกรายสามารถจัดหาดอกไม้สดได้จากซัพพลายเออร์แหล่งเดียวกัน ร้านดอกไม้ที่เติบโตได้คือร้านที่สามารถสร้าง “เอกลักษณ์” และจุดยืนทางสังคมได้อย่างชัดเจน

การเชื่อมโยงทางอารมณ์: แบรนด์ออนไลน์อย่าง Furawa Desu สร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอสไตล์การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นที่เน้นความสุนทรีย์ของธรรมชาติ ผสมผสานกับการใช้หัวใจในการสื่อสารกับลูกค้า (Human-centric approach) การดูแลลูกค้าอย่างลึกซึ้งเปลี่ยนสถานะของลูกค้าขาจรให้กลายเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน19

วิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG): ปัญหาขยะที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์พลาสติก โฟมจัดดอกไม้ (Floral Foam) และเศษซากดอกไม้ที่ทิ้งขว้าง กลายเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคตระหนักรู้มากขึ้น แบรนด์หน้าใหม่อย่าง m a l a • ม า ล า ชูจุดเด่นด้วยการปฏิเสธการใช้โฟมปักดอกไม้และดอกไม้ที่ผ่านกระบวนการฟอกย้อมเคมี19 ขณะเดียวกัน ธุรกิจระดับพรีเมียมอย่าง “เรือนบุษบา” ได้ยกระดับมาตรฐานสู่ความเป็นสากลด้วยการเข้ารับการประเมิน EcoVadis จนคว้าเหรียญเงิน (Silver Medal) โดยมีการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) จัดการขยะชีวภาพที่วัดผลได้ และนวัตกรรมการใช้กระเช้ากระดาษมาตรฐาน FSC ทดแทนการใช้แจกันคริสตัลนำเข้า32 กลยุทธ์ความยั่งยืนนี้ไม่เพียงแต่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการเสริมศักยภาพในการดึงดูดฐานลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ (B2B) ที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน

การจัดการขยะระดับมหภาค: แม้แต่ในศูนย์กลางค้าส่งสินค้าเกษตรขนาดใหญ่อย่าง “ตลาดสี่มุมเมือง” ปริมาณขยะเศษผักผลไม้และดอกไม้ที่มีสูงถึง 230 ตันต่อวัน ได้สร้างภาระต้นทุนในการกำจัดขยะสูงถึง 35 ล้านบาทต่อปี การนำระบบการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและการนำขยะชีวภาพกลับมาแปรรูป จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญระดับมหภาคเพื่อลดต้นทุนจมและรักษาสิ่งแวดล้อม33

บทสรุป

วัฏจักรการเข้าและออกของธุรกิจในตลาดจัดช่อดอกไม้ของประเทศไทย เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและมีพลวัตการแข่งขันสูง อุตสาหกรรมนี้เต็มไปด้วยผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ถูกดึงดูดเข้ามาด้วยภาพลวงตาของสุนทรียศาสตร์ กำไรที่ดูเหมือนจะหอมหวาน และอุปสรรคการลงทุนเริ่มต้นที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์บ่งชี้ว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จำต้องถอยร่นออกจากตลาดพร้อมบาดแผลจากการขาดทุน อันมีสาเหตุรากฐานมาจากโครงสร้างต้นทุนที่ถูกทำลายโดยข้อจำกัดด้านชีววิทยาของสินค้า (Inventory Spoilage) ภาระต้นทุนคงที่ และการคาดการณ์ที่ผิดพลาดในช่วงเทศกาลที่มีความผันผวนของราคาอย่างรุนแรง

สภาพแวดล้อมการแข่งขันในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการต่อสู้แย่งชิงลูกค้าหน้าร้าน แต่ได้ยกระดับไปสู่การเผชิญหน้ากับการแทรกแซงห่วงโซ่อุปทานจากกลุ่มทุนต่างชาติที่สามารถมอบสินค้าที่มีคุณภาพและราคาที่แข่งขันได้ดีกว่า ผู้ประกอบการร้านจัดดอกไม้ที่สามารถอยู่รอดและทำกำไรได้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่มีพรสวรรค์ทางศิลปะเท่านั้น แต่คือผู้ที่บูรณาการทักษะการบริหารจัดการลอจิสติกส์ที่เป็นเลิศ สามารถควบคุมความเสี่ยงของสินค้าคงคลัง ขยายฐานลูกค้าองค์กรเพื่อรักษาเสถียรภาพของกระแสเงินสด และมีความกล้าหาญที่จะฉีกกรอบเดิมๆ ด้วยนวัตกรรมทางเลือก อาทิ ศิลปะดอกไม้แห้ง งานประดิษฐ์ช่อธนบัตร หรือการสร้างจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ท้ายที่สุด ธุรกิจร้านดอกไม้คือบททดสอบชั้นยอดที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความยั่งยืนทางธุรกิจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการสามารถผสานความละเอียดอ่อนของศิลปะ เข้ากับความเข้มงวดของวินัยทางการเงินเชิงพาณิชย์ หากปราศจากความสมดุลนี้ ความฝันในวงการดอกไม้ก็ย่อมต้องร่วงโรยและสูญเสียมูลค่าไปตามกาลเวลาเฉกเช่นเดียวกับดอกไม้สดในท้ายที่สุด

ผลงานที่อ้างอิง

1. ถึงคิว ‘ธุรกิจขายต้นไม้’ รายได้ผลิดอก ออกกำไรกว่า 2.4 พันล้านต่อปี ยกระดับเมืองกสิกรรม ขยับเกษตรกรไทยสู่ Farmer Business – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

2. วิธีเปิดร้านดอกไม้ ฉบับครบจบ 2569: งบลงทุน ซัพพลายเออร์ การจัดการสต็อก ครบในที่เดียว

3. ความเป็นจริงของอาชีพนักจัดดอกไม้ : r/florists – Reddit

4. เทคนิคการบริหารจัดการ “ร้านขายดอกไม้” ให้กำไรงอกงาม – ชี้ช่องรวย ศูนย์รวมแฟรนไชส์น่าลงทุน

5. สุดเหงา! ร้านดอกไม้เชียงใหม่ครวญลูกค้าวาเลนไทน์หายเกลี้ยง แถมต้นทุนดอกกุหลาบราคาพุ่ง 3 เท่าตัว

6. “โควิด-19” พ่นพิษ “วาเลนไทน์” ร้านดอกไม้เงียบเหงา – กรุงเทพธุรกิจ

7. ยอดสั่งกุหลาบช่อลดลง 80% ขณะ ที่ราคาดอกกุหลาบพุ่งสูงสุด 70 บาท – Matichon

8. ธุรกิจกำลังจะเจ๊งทำยังไงดี(ร้านดอกไม้เปิดใหม่) – Pantip

9. แชร์ ประสบการณ์ ทำ ธุรกิจ ยิม ไพร เวท ครั้ง แรก ใน ชีวิต – Lemon8

10. แฟนผมอยากเปิดร้านขายดอกไม้ อยากขอคำชี้แนะครับ – Pantip

11. ตัวอย่างแผนธุรกิจรับจัดดอกไม้สด | PDF – Slideshare

12. ตลาดดอกไม้-ผู้ค้า-แรงงาน ฟื้นตัวรับวาเลนไทน์ | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส

13. ทุนจีนบุกปากคลองตลาด เปิดร้านขายดอกไม้ กระทบร้านคนไทย – ONE 31

14. รู้จัก ตลาดดอกไม้โต่วหนาน ตลาดดอกไม้ตัดดอก//ใหญ่ที่สุดในจีนและเอเชีย – YouTube

15. ทุนจีนเปิดร้านขายดอกไม้ปากคลองตลาด | วันใหม่ ไทยพีบีเอส | 15 ก.พ. 66 – YouTube

16. Permaflora สร้างมูลค่าดอกไม้ประดิษฐ์ผ่าน Brand Value – smeone เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

17. รายวิชา การจัดดอกไม้แบบสร้างสรรค์ – Flip eBook Pages 1-50 | AnyFlip

18. Flower in hand by P. ร้านดอกไม้ที่ตั้งใจสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนผ่านดอกไม้ช่อเล็กๆ

19. แนวคิดธุรกิจเบื้องหลัง 4 ร้านดอกไม้ออนไลน์ ที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง – Capitalread.co

20. การจัดดอกไม้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นศิลปะในวงแคบนั้นกำลังเปิดกว้างต่ออิทธิพลของนักจัดดอกไม้รุ่นใหม่และความเห็นบนโซเชียลมีเดีย – OPTIMISE

21. ทำที่ตั้งโทรศัพท์เรซิ่นใสฝังดอกไม้แห้ง (ดอกไม้เรซิ่น) ใช้จริงบนโต๊ะทำงาน – Lemon8

22. พยับหมอกสีฟ้าคราม ปลูกง่ายดอกดก! วิธีเลี้ยงและไอเดียจัดสวนริมรั้ว/กระถาง – Lemon8

23. ดอกไม้จันทน์คืออะไร? ใช้ในงานศพทำไม + แชร์ประสบการณ์ไปร้านป้าเป้า – Lemon8 App

24. ช่อดอกไม้เงินโทนอุ่น (Warm Tone) ช่อใส่แบงค์ 10 ใบ ไอเดียของขวัญรับปริญญา/วันเกิด/วาเลนไทน์

25. ช่อดอกไม้ธนบัตร สร้างสรรค์ของขวัญสุดพิเศษ ด้วยเทคนิคประดิษฐ์เรียบหรู – Lemon8

26. ช่อ กุหลาบ ธนบัตร – Lemon8

27. ดอกไม้ วัน รับ ปริญญา เอา ไป ทำ ไร ดี? – Lemon8

28. ไอเดียช่อรับปริญญาธนบัตร 5 ใบ: จัดช่อธนบัตรสวยๆ ให้ดูแพง – Lemon8

29. ไอเดียช่อดอกไม้เงินสด (ช่อแบงค์ 20) พับกุหลาบแบงค์พันสวยๆ พร้อมวิธีจัดช่อ – Lemon8

30. ระวังมิจฉาชีพ! ซื้อช่อเงินสิงห์บุรีและของขวัญรับปริญญาที่ร้านดอกไม้แป้งณัฐชา

31. ร้านดอกไม้แป้งณัฐชา ส่งช่อเงินสิงห์บุรี สวยงาม พร้อมบริการทั่วไทย – Lemon8

32. จากความสวยงาม สู่ความยั่งยืน ‘เรือนบุษบา’ ปฏิวัติวงการดอกไม้ด้วยหัวใจ ESG – กรุงเทพธุรกิจ

33. เมนูปลอดขยะ

34. สร้าง “โอกาส” จากเศษขยะ : แนวคิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืนของตลาดขายส่งแห่งใหญ่กรุงเทพฯ – Greener Bangkok – กรุงเทพมหานคร